ฉันเคยเชื่อว่า ถ้าไม่ยอมแพ้และลองต่อไปเรื่อย ๆ สักวันเราจะหาทางแก้ปัญหาได้ ความเชื่อนี้ทำให้ฉันกล้าลงมือทำเรื่องยาก และยอมรับว่าการสร้างสิ่งใหม่ต้องผ่านการทดลอง แต่ประสบการณ์หนึ่งทำให้ฉันเห็นว่า ความพยายามจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจด้วยว่ากำลังแก้อะไรอยู่
ตอนพัฒนาสูตรป็อปคอร์น ฉันเลือกใช้มะเดื่อฝรั่งเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์ของตัวเอง อีกส่วนที่ต้องคิดคือชั้นเคลือบที่จะช่วยให้กรอบ ฉันอยากทำผลิตภัณฑ์ที่ตอบความตั้งใจเรื่องสุขภาพด้วย จึงเลือกน้ำผึ้งแทนคาราเมล นั่นคือเหตุผลที่เลือกในตอนนั้น ไม่ได้หมายความว่าสูตรที่ใช้น้ำผึ้งจะดีต่อสุขภาพกว่าโดยอัตโนมัติ
ปัญหาคือป็อปคอร์นกรอบได้ไม่นาน ฉันจึงทดลองปรับวิธีอบ ปริมาณวัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ เพื่อดูว่าอะไรช่วยรักษาความกรอบได้ แต่ผลยังไม่เป็นอย่างที่ต้องการ เมื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร จึงได้ข้อมูลสำคัญว่า น้ำผึ้งที่เลือกใช้เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุในสูตรนี้ ข้อมูลนั้นทำให้ฉันต้องกลับไปทบทวนสิ่งที่เคยวางไว้เป็นจุดตั้งต้น
เปลี่ยนวิธีหลายครั้ง แต่ยังถามคำถามเดิม
ตอนนั้นฉันกำลังถามว่า “จะทำอย่างไรให้สูตรที่ใช้น้ำผึ้งกรอบได้นานขึ้น?” เมื่อถามแบบนี้ สิ่งที่ฉันยอมเปลี่ยนจึงเป็นวิธีอบ ปริมาณ และบรรจุภัณฑ์ ส่วนน้ำผึ้งยังอยู่ในสูตร เพราะฉันผูกมันไว้กับแนวคิดเรื่องสุขภาพตั้งแต่แรก
ฉันเปลี่ยนรายละเอียดของวิธีทำหลายอย่าง แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนคำถามที่ใช้กำหนดการทดลอง นี่เป็นความต่างที่สำคัญ การลองวิธีใหม่ทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าเราได้ตรวจสอบสิ่งที่เชื่อไว้ครบแล้ว เราอาจกำลังหาคำตอบใหม่ให้คำถามเดิม โดยไม่ทันเห็นว่าคำถามนั้นจำกัดทางเลือกของเราอยู่
สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ ความตั้งใจของผลิตภัณฑ์กับวิธีที่เลือกใช้ตอบความตั้งใจนั้น มะเดื่อฝรั่ง เอกลักษณ์ ความกรอบ และความใส่ใจเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่ฉันอยากให้เกิดขึ้น ส่วนน้ำผึ้งเป็นทางเลือกหนึ่งที่ฉันเลือกมา เมื่อทางเลือกนี้มีข้อจำกัด ก็ต้องยอมตรวจสอบมันด้วย ไม่ใช่พยายามปรับทุกอย่างรอบตัวมันเพียงอย่างเดียว
รู้ว่าคำถามไหนต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้าน
การพัฒนาผลิตภัณฑ์มีทั้งเรื่องแนวคิด การใช้งาน และคุณสมบัติของวัตถุดิบ คนที่รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกสาขาด้วยตัวเอง แต่ต้องรู้ว่าข้อมูลส่วนไหนยังไม่พอ และคำถามไหนควรปรึกษาคนที่มีความรู้เฉพาะทาง
ฉันจึงมองการปรึกษาครั้งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบในการพัฒนาสูตร สิ่งที่ได้ไม่ได้มีแค่คำตอบว่าอะไรเป็นสาเหตุ แต่ทำให้เห็นด้วยว่า สมมติฐานที่ใช้เลือกวัตถุดิบต้องถูกตรวจสอบอย่างไร และข้อมูลใหม่เปลี่ยนสิ่งที่เราทำได้หรือทำไม่ได้ตรงไหน
บทเรียนนี้ไม่ได้แปลว่าทุกปัญหาต้องรอคนนอกมาบอกคำตอบ หรือว่าน้ำผึ้งใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นไม่ได้ สิ่งที่ฉันเล่าคือข้อจำกัดในสูตรที่ทดลอง ส่วนสิ่งที่นำไปใช้กับงานอื่นได้คือ การแยกให้ออกว่าอะไรเป็นเป้าหมาย อะไรเป็นวิธีที่เลือก และอะไรเป็นความเชื่อที่ยังต้องหาข้อมูลมายืนยัน
พยายามต่อได้ แต่ต้องกลับมาดูจุดตั้งต้นด้วย
ฉันยังเชื่อว่าความพยายามสำคัญ งานหลายอย่างต้องใช้เวลาและต้องปรับหลายครั้ง เพียงแต่วันนี้ ถ้าทดลองต่อเนื่องแล้วผลยังไม่ดีขึ้น ฉันจะกลับมาดูด้วยว่า เราได้ตั้งคำถามกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วหรือยัง หรือมีบางอย่างที่ยึดไว้จนไม่เคยมองเป็นสาเหตุที่เป็นไปได้
บางอย่างเป็นข้อจำกัดที่เปลี่ยนไม่ได้จริง บางอย่างเป็นทางเลือกที่เราเคยคิดว่าเหมาะสม และบางอย่างเราอยากเก็บไว้เพราะหวังว่าแนวคิดแรกจะสำเร็จ ถ้าเรียกทั้งหมดนี้ว่า “สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้” เราอาจทำให้ทางเลือกของตัวเองแคบลงโดยไม่จำเป็น
แต่ก็ไม่ใช่ว่าพองานยากแล้วต้องเปลี่ยนโจทย์ทันที การกลับมาทบทวนต้องมีเหตุผลจากผลทดลองและข้อจำกัดจริง เราต้องแยกให้ออกว่า กำลังเจอความยากที่ต้องใช้เวลาผ่านไป หรือกำลังพยายามทำให้สิ่งที่ขัดกันอยู่แล้วทำงานร่วมกัน การเลือกทำต่อและการเลือกทบทวนต่างก็ต้องอาศัยความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่มี
สิ่งที่ฉันนำไปใช้เวลาร่วมงานกับคนอื่น
เวลาร่วมสร้างหรือพัฒนาอะไรกับใคร ฉันจึงอยากฟังทั้งสิ่งที่เขาต้องการและเหตุผลที่เขาเลือกวิธีนั้นไว้ ประสบการณ์ของคนที่ทำงานอยู่จริงมีความสำคัญมาก ขณะเดียวกัน การถามถึงเหตุผลก็ช่วยให้เราเห็นร่วมกันว่า อะไรคือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น และอะไรเป็นเพียงวิธีหนึ่งที่เคยเลือกมา
เมื่อแยกตรงนี้ได้ เราอาจเลือกทำแบบเดิมต่อด้วยความเข้าใจที่มากขึ้น ปรับบางส่วน หรือเปลี่ยนวิธีใหม่ การตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าวิธีไหนดูใหม่กว่า แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ข้อจำกัด และผลที่จะตามมากับแต่ละทางเลือก
สำหรับฉัน เรื่องป็อปคอร์นทำให้ความเชื่อเรื่องการไม่ยอมแพ้มีรายละเอียดขึ้น ฉันยังอยากทำให้สิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จ แต่ต้องพร้อมตรวจสอบความเชื่อของตัวเองด้วย เพราะเวลา ทรัพยากร และความตั้งใจมีค่าเกินกว่าจะใช้ไปกับทิศทางที่เราไม่เคยกลับมาถามว่าถูกต้องตั้งแต่ต้นหรือเปล่า
